หลาย ๆ คนที่ติดตาม Facebook/eximportal และบล๊อกนี้มาอย่างยาวนาน คงจะพอได้อ่านความเห็นผมหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ผมมักจะเอามาให้ดูบ่อย ๆ ว่ามันไปกันถึงไหนแล้ว หลายตัวก็ดูน่ากลัวว่าจะมาแย่งงานเราไปทำจริง ๆ แต่ความจริงที่ต้องทำความเข้าใจคือโปรแกรมอัตโนมัติและเทคโนโลยีต่าง ๆ เกิดมาเพื่อลดต้นทุนนั่นเอง

ซึ่งถ้าเรายังไม่ยอมรับว่าเราคือต้นทุนทางธุรกิจในส่วนของค่าจ้างแรงงานอยู่ละก็ เราคงจะไม่สามารถตระหนักได้เลยว่าเมื่อมีอะไรที่มีความสามารถเท่าเราแต่ต้นทุนถูกกว่าก็จะต้องมาแทนที่เราอย่างแน่นอน

นั่นเป็นเหตุผลหลักที่ผมพยายามพัฒนาตัวเองให้เกินไปกว่าแรงงานธรรมดาไร้ทักษะ บางคนอาจจะบอกว่า MS Office เป็นทักษะพิเศษไง แต่ทว่าในยุคเด็กม.ต้น-ปลายก็ใช้ฟังก์ชั่นพื้นฐานกันได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว เราคงจะเรียกว่าทักษะพิเศษไม่ได้ถ้าไม่สามารถใช้ได้ครบทุกฟังก์ชั่นและประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำงานได้นะครับ

แล้วเราจะถูกแทนที่เมื่อไหร่?

จากการเกริ่นขั้นต้นข้างบน ผมยังคาดเดาว่าอาชีพเหล่านี้จะยังปกติดีในปี 2560 ที่กำลังจะมาถึงนี้ และอาจจะยังยาวไปอีกนานเลยก็ได้ แต่เราจะอยู่เฉย ๆ และไม่พัฒนาตัวเองไม่ได้อีกแล้ว เพราะ “ไม่มีอะไรที่ไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าเราหยุดอยู่เฉย ๆ แล้วเทคโนโลยีทิ้งเราไป ก็เหมือยการที่เราถอยหลังดี ๆ นี่เอง”

ในส่วนของ Sales การโทรขายดูจะไม่พออีกแล้ว

เมื่อออนไลน์เข้ามามีบทบาทในการหาลูกค้ามากขึ้นทุกที เวปไซต์มากมาย(รวมถึง exptblog.com) กำลังรุกคืบเข้าไปในส่วนของลูกค้าที่ใช้ช่องทางออนไลน์เป็นหลัก ผมแนะนำว่าหากเซลส์คนไหนมีทักษะออนไลน์มาเก็ตติ้งพื้นฐานอยู่บ้าง จะได้เปรียบคนอื่น ๆ และมีโอกาสที่ดีกว่าในอนาคต ในโลกที่โปรแกรมอัตโนมัติจะค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ในส่วนที่ไม่ต้องการแรงงานคนจริง ๆ นั่นอาจจะหมายถึงไม่มีการเพิ่มคนแต่คนที่อยู่ต้องเพิ่มความสามารถ ไม่งั้นเจ้านายคงหาคนเก่งกว่ามาแทนที่เรา(แต่ถ้ามันอัตโนมัติมาก ๆ อาจจะลดคนแทนก็ได้ 555)

ส่วนของ CS นั้น ผมดูว่าค่อนข้างจะเสี่ยงที่สุด

เพราะงาน CS เป็นงานตายตัวมากเกินไป นั่นคืออยู่ในส่วนของเอกสาร ที่มีกฎและขั้นตอนรองรับอยู่แล้ว Workflow ที่ตายตัวย่อมเขียนโปรแกรมอัตโนมัติมาแทนง่ายที่สุด ดังนั้น CS ที่ดีจึงควรสร้างคอนเนคชั่นที่มาจากการติดต่อคนจำนวนมากและหลากหลาย มีทักษะการแก้ไขปัญหาและต้องออกแบบขั้นตอนการทำงานได้ด้วยเพราะจริง ๆ แล้ว CS เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งแต่ดันไม่ค่อยมีอำนาจในองค์กรเท่าไหร่(เพราะเซลส์หาเงินได้และชิปปิ้งเป็นงานที่ต้องมีทักษะเฉพาะทางสูง) ถ้าทำได้ทั้ง 3 อย่างนี้จึงจะเปลี่ยนจากแรงงานไร้ทักษะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันองค์กรได้ครับ

ชิปปิ้ง ส่วนสีเทา ๆ ของระบบการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ

ผมเชื่อว่าจะเป็นส่วนที่เปลี่ยนแปลงช้าที่สุดเพราะมีมากมายหลายส่วนที่เกี่ยวข้องและมีบางส่วนที่ได้รับประโยชน์อยู่มากจากระบบเก่า ๆ แต่ก็อย่าได้นิ่งนอนใจไปว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ถ้าโลกหมุนไปถึงยุคดิจิทัลกันหมดแล้วพี่ไทยก็ต้องตามไปด้วยแม้จะช้าหน่อยก็ตาม การศึกษาเรื่องใหม่ ๆ ที่กระทรวง ทบวง กรม ประกาศออกมานั้นเป็นเรื่องที่ควรจะทำอยู่แล้วตามปกติ แต่การหัดเข้าใจเทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็ต้องตามให้ทันด้วย เพราะเมื่องานชิปปิ้งถูกแทนที่ด้วยระบบออนไลน์ทั้งจาก NSW ที่ทำให้ผู้นำเข้ายื่นเอกสารได้เอง อาชีพชิปปิ้งก็แทบจะไม่มีความหมายอะไรเลยนอกจากคนรับส่งของในท่าเรือ ที่แม้แต่คนขับรถส่งของก็ทำแทนได้ง่าย ๆ ถ้าลูกค้าหัดทำเองได้หมด

จริง ๆ บทความนี้น่าจะเขียนในปีหน้ามากกว่า แต่ผมก็เล็งเห็นแล้วว่าคงจะช้าไปหน่อย ถ้าเทคโนโลยีมาเร็วเกินกว่าที่คิด บทความนี้คงจะหาประโยชน์อะไรไม่ได้ แล้วคงจะมีคนมาด่าให้ว่ารู้แล้วทำไมไม่บอก และการโดนว่าว่าเพ้อเจ้อสำหรับผมนั้นมันทำให้สบายใจมากกว่าเพราะอย่างน้อยยังกล้าที่จะมองไปยังอนาคตและคิดอะไรเตรียมรับมือไว้บ้าง สุดท้ายนี้ถ้าเทคโนโลยีมาช้าคุณก็อาจจะเป็นคน ๆ หนึ่งที่มีความพร้อมมากกว่าคนอื่นหรือแม้กระทั่งสร้างนวัตกรรมใหม่ได้ ดังนั้นลองเพิ่มศักยภาพตัวเองเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงเอาไว้บ้างนะครับ