Business Model ของเฟรทฯและชิปปิ้งในประเทศไทยนั้นน่าจะใช้กันมานานกว่า 20-30 ปีแล้วละมั้งครับ ไม่ว่าจะบริษัทไหนก็เหมือนกันไปหมด นั่นทำให้ผมเริ่มเบื่อหน่ายและจุดประกายให้ผมเริ่มศึกษาการตลาดอย่างหนักมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้

Business Model ของเฟรทฯและชิปปิ้งมันล้าหลังยังไง?

ผู้ก่อตั้งบริษัทเฟรทฯและชิปปิ้งร้อยทั้งร้อยเริ่มในช่วงปี ค.ศ. 198x-200x กันทั้งนั้น ดังนั้นเราก็พอจะประมาณได้ว่าคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ใช้ประสบการณ์ในการทำงานช่วง 197x-198x ในการสร้างบริษัทใหม่ขึ้นมา ช่วงนี้นั้นไม่มีนวัตกรรมอะไรมากมายนัก เราใช้วิธีการเข้าไปพบลูกค้าเพื่อเสนอขาย กลยุทธ์การตลาดนั้นไม่ได้มีอะไรมากกว่าเอาบริการไปขายให้ได้และนวัตกรรมก็แทบจะไม่มีอะไรออกมา

ดังนั้นลูกค้าก็จะคิดว่า “บริการก็เหมือน ๆ กัน ใครถูกกว่าก็เอางานไป” นี่คือทัศนะคติต่องานของเราจากลูกค้าจำนวนมากที่ไม่ส่งผลดีต่อธุรกิจเฟรทฯและชิปปิ้งเลยครับ

โดยส่วนใหญ่เราใช้การโทรเสนอขายแต่จากการโดนโทรขายจากคนอื่น ๆ เช่น ประกัน หรือบัตรเครดิต ทำให้ผมมีทัศนะคติที่แย่มากกับวิธีการนี้ บางครั้งการโทรขายดูจะเป็นที่น่ารังเกียจมากพอ ๆ กับแมลงสาบเพราะเราไม่สามารถรู้ว่าใครที่เราโทรหามีความต้องการซื้อนั่นเอง พอเค้าไม่อยากซื้อเค้าก็รำคาญเราใช่มั้ยละครับ

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ายังเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจกว่าจะพยายามโฟกัสกันลงไปที่ Online Marketing(ที่ผมชอบอ้างถึงบ่อย ๆ) แบบตามกระแสคือการที่เราทั้งหมดควรจะมาหา Business Model ใหม่ ๆ กันได้แล้ว

Business Model นั้นเป็นการออกแบบตัวธุรกิจนี่แหละครับ เรามีอะไรดีหรือเรามีอะไรที่เป็นจุดเด่น เราก็ใช้จุดนั้นใส่เข้าไปในแผนธุรกิจของเรา ซึ่งมีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะแนะนำให้ลองใส่ใจกันดู

คุณค่าของตัวธุรกิจ

ทุกวันนี้คุณค่าของตัวธุรกิจเฟรทฯนั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดินยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เราหาของที่ถูกที่สุดมาแข่งกับเฟรทฯรายอื่น จบ. ……. นี่คือคุณค่าที่เราใช้ส่งมอบให้กับลูกค้าของเรากันในทุกวันนี้ ซึ่งนั่นไม่ควรจะถูกเรียกว่าคุณค่าเลยด้วยซ้ำ เราพยายามกดคนอื่นลงเพื่อให้ gap ของกำไรเราเพิ่มขึ้น

ถ้าเราลองคิดใหม่ เราอาจจะนำเสนอคุณค่าอื่น ๆ ออกไปบ้าง เช่น เราจะเป็นบริษัทเฟรทฯที่ทดแทนฝ่ายจัดซื้อต่างประเทศของลูกค้าได้ หรือ เราจะเป็นบริษัทชิปปิ้งที่เคลียของพร้อมโกดังจัดการสต๊อกและส่งของให้ลูกค้าเมื่อขายสินค้าได้ เป็นต้น

แนวความคิดง่าย ๆ เหล่านี้ไม่ได้ยากเกินกว่าจะคิดจริงทำจริงนะครับเพราะมีคนทำไปแล้ว บริการโกดังและส่งสินค้าให้ด้วยเมื่อลูกค้าขายสินค้าได้แบบนี้ ลองคิดดูว่าถ้าเค้าเพิ่มชิปปิ้งเข้ามาด้วย ชิปปิ้งเก่า ๆ จะเอาอะไรไปสู้?

สุดท้ายนี้แม้ตัวอย่างที่ผมเสนอไว้จะน่าสนใจ แต่ก็ยังมีคุณค่าอีกมากมายที่ซ่อนอยู่ในตัวเราและองค์กรของเรา ยังมีไอเดียและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะมาช่วยให้เราแตกต่างอยู่อีกมากอย่าลืมมองเข้าไปให้ลึกในองค์กรและศึกษาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะสร้างความแตกต่างให้ได้เรานะครับ